วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552

สื่งประดิษฐ์


สิ่งประดิษฐ์เลิศสุดของปี วีรกร ตรีเศศ

TIME’s Best Inventions of 2008The Best Inventions of the Year
นิตยสาร Time ฉบับ 10 พฤศจิกายน 2008 ได้รวบรวมสิ่งประดิษฐ์เลิศสุด 50 ชิ้นของปีไว้อย่างน่าสนใจ ขอนำบางสิ่งประดิษฐ์มาเล่าสู่กันฟัง
อันดับหนึ่งที่นิตยสารนี้ให้เป็นเลิศสุดคือสิ่งประดิษฐ์ชื่อ “23 and Me” ซึ่งเป็นชุดตรวจสอบ DNA จากน้ำลายในราคาชุดละ 399 เหรียญสหรัฐ เครื่องตรวจนี้จะให้ผลของการตรวจจาก 600,000 จุดของ DNA พร้อมกับการตีความ
มนุษย์ทุกคนมี DNA ในแต่ละเซลล์ยาว 1.3 เมตร บรรจุข้อมูล 3 พันล้านข้อมูล โดยทำหน้าที่เสมือนคอมพิวเตอร์สั่งให้ร่างกายแต่ละคนทำงาน สิ่งซึ่งประกอบกันเป็น DNA ก็คือ โครโมโซมโดยมียีนส์บนโครโมโซมเป็นตัวบอกบทให้ร่างกายทำงาน
อย่างไรก็ดีแต่ละคนมี DNA หรือยีนส์ที่แตกต่างกันออกไป บางคนมียีนส์บางตัวบกพร่อง จนทำให้มีโอกาสเกิดความเจ็บป่วยขึ้นในอนาคต หรือมีโอกาสที่อวัยวะบางส่วนไม่ทำงานเป็นปกติ
ปัจจุบันมนุษย์ทำแผนที่ DNA สำเร็จแล้ว กล่าวคือรู้มากพอควรว่ายีนส์ตัวใดบนโครโมโซมตัวใดที่เป็นตัวสั่งให้ระบบ หรืออวัยวะส่วนใดทำงาน ดังนั้นการตรวจยีนส์ที่อยู่ในตำแหน่งที่รู้ว่าเป็นคำสั่งให้ทำงานอะไร จึงช่วยให้รู้ว่าร่างกายจะมีโอกาสป่วยเป็นโรคอะไรหรืออวัยวะใดมีโอกาสทำงานบกพร่อง
เล่ามาถึงตรงนี้ หลายคนอาจบอกว่าไม่อยากรู้ แต่หลายคนก็อยากรู้เพื่อเตรียมตัวแก้ไขปัญหาหรือเตรียมรับมือกับมันได้ถูกต้อง และอาจบอกว่าเมื่อไม่อยากรู้ก็อย่าไปตรวจมันซิ จุดนี้แหละเป็นประเด็นอื้อฉาวของเครื่องมือนี้ นักวิจัยหลายคนเห็นว่า การตีความยังไม่ถูกต้องทั้งหมด การได้รับข้อมูลจากการตีความที่อยู่บนพื้นฐานของการตรวจ อาจทำให้เกิดความทุกข์โดยไม่จำเป็น และเป็นความทุกข์ที่ไม่เข้าท่า อีกทั้งเป็นข้อมูลส่วนตัวที่ไม่ควรให้ใครได้รู้วาตนเป็นอย่างไร และจะเป็นอะไรในอนาคต
ไม่ว่าจะวิจารณ์กันอย่างไร เครื่องมือนี้ก็ออกมาขายแล้วให้บุคคลซื้อหามาได้และเข้าถึงข้อมูล ซึ่งเมื่อก่อนนี้เฉพาะแวดวงนักวิจัยเท่านั้นที่เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ ถ้าใครใจไม่ถึงอย่าไปตรวจเป็นอันขาด ถ้าอยากรู้ว่าทำไมทำให้เป็นทุกข์ได้กรุณาอ่านตัวอย่างต่อไปนี้
การตรวจ DNA หรือยีนส์จาก “23 and Me” นี้ จะให้ข้อมูลหลายลักษณะเช่น
(1) มีความเป็นไปได้สูงกว่า หรือต่ำกว่าโดยเฉลี่ยที่จะมีอายุถึง 100 ปี
(2) มีความเสี่ยงสูงหรือต่ำกว่าโดยเฉลี่ยที่จะเป็นโรคต้อหิน มะเร็งในลำคอ โรคเก๊าท์ ฯลฯ
(3) มีความเป็นไปได้ในระดับใดที่จะเป็นเบาหวานที่พัฒนาขึ้นตอนโต เป็นโรคเกี่ยวกับไต เป็นโรคจิตเภท เป็นมะเร็งในลำไส้ใหญ่ เป็นมะเร็งในช่องปาก หัวใจวายเฉียบพลัน เป็นโรครูมาตอยน์ อ้วนเกินสมควรก่อนอายุ 59 ฯลฯ
(4) ลูกมีโอกาสมากเพียงใดที่มีศีรษะล้าน เป็น Parkinson”s Disease (มือไม้สั่น) มีน้ำหนักต่ำกว่าเฉลี่ยเมื่อแรกเกิด ฯลฯ
(5) มีภูมิต้านทานมากน้อยเพียงใดต่อโรคมาเลเรีย/ ต่อ HIV/ การเสพติดสารเฮโรอีน/ การเป็นโรคซึมเศร้า ฯลฯ
นอกจากตัวอย่างข้างต้นนี้แล้ว การตรวจยังบอกความเป็นไปได้ในการเป็นโรคที่เกิดขึ้นยาก เช่น Crohn”s หรือ Lou Gehrig หรือ CJD (โรควัวบ้าในคน) หรือ Sjogren”s Syndrome ฯลฯ และบอกแม้กระทั่งว่าเป็นคนชอบกินหวานหรือไม่ เป็นคนประเภทขี้หูเปียกหรือแห้ง ถ้าบริโภคคาเฟอีนอาจเพิ่มโอกาสฮาร์ทแอ็ดแท็คที่ไม่ถึงกับตายได้ ถ้าร่างกายไม่แข็งแรงมีความเสี่ยงที่จะมีความดันโลหิตสูง ฯลฯ
พูดง่ายๆ ว่าอ่านแล้วรู้สึกอัศจรรย์ใจและรู้สึกกลัวที่จะตรวจเพราะไม่อยากรู้ความจริง ดังนั้นการวิพากษ์วิจารณ์ “23 and Me” ในเรื่องความแม่นยำและการตีความจึงมีน้ำหนักพอควร
สิ่งประดิษฐ์อีกชิ้นหนึ่งถึงแม้จะไม่อยู่ในอันดับสูงแต่ก็น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับ แฟนๆ หนังทีวีชุด CSI นั่นก็คือเทคนิคใหม่ในการหาลายนิ้วมือบนปลอกกระสุนปืนที่เช็ดจนสะอาดแล้วก็ตาม หลักการที่ John Bond นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษใช้ก็คือเหงื่อทำให้โลหะเกิดสนิม ดังนั้น เขาจึงผ่านกระแสไฟฟ้า และผงคาร์บอนละเอียด ลงบนปลอกกระสุนปืนที่มีสนิมซึ่งมองไม่เห็นและปรากฏรอยนิ้วมือขึ้น ขณะนี้ตำรวจหลายแห่งกำลังใช้เทคโนโลยีอายุ 4 เดือนนี้รื้อฟื้นคดีเก่าๆ ซึ่งในขณะนั้นเทคโนโลยียังไปไม่ถึง
ชิ้นที่สามคือซีเมนต์ที่กิน Smog (Fog + Smoke หรือหมอกควัน) ถ้าเอาสาร Photo-Catalyzer (หรือ Titanium Dioxide) ผสมลงไปในซีเมนต์เหลวตามปกติมันจะช่วยเร่งกระบวนการตามธรรมชาติที่ย่อยสลาย Smog
ที่เมือง Segrate ใกล้เมือง Milan ในอิตาลี มีการใช้ซีเมนต์ที่กิน Smog นี้ซึ่งมีชื่อว่า TX Active (บริษัทในอิตาลีชื่อ Italcement เป็นผู้พัฒนาขึ้นโดยใช้เวลาถึง 10 ปี) สร้างถนนจอแจสายหนึ่ง บริษัทยืนยันว่ามันช่วยลด nitric oxides ในบริเวณนั้นลงถึงร้อยละ 60 และอาคารที่สร้างด้วย TX Active ก็สะอาดอย่างคงทนอีกด้วย
ชิ้นที่สี่คือเครื่องมือสร้างพลังงานไฟฟ้าจากการเดิน เมื่อใช้เครื่องมือหนัก 1.6 กิโลกรัมพันเหนือแต่ละเข่าขณะเดินออกกำลังกาย ทั้งสองเครื่องจะร่วมกันผลิตกระแสไฟฟ้าได้สูงถึงประมาณ 5 วัตต์ ซึ่งเพียงพอสำหรับโทรศัพท์มือถือ 10 เครื่องทีเดียว ไอเดียก็คือสามารถเอามาใช้เป็นพลังงานในการใช้ IPod หรือ PDA ได้อย่างสบาย
มนุษย์ปัจจุบันมีความรู้มากมายจนสามารถผลิตสิ่งประดิษฐ์มหัศจรรย์ได้ แต่กลับมีสามัญสำนึกและวิจารณญาณน้อยลง มียารักษาโรคเพิ่มขึ้นแต่ร่างกายแข็งแรงน้อยลง มีทรัพย์สมบัติมากขึ้นแต่มีเวลาหาความสุขจากมันน้อยลง และเห็นคุณค่าของมันน้อยลงด้วย เราเอาชนะข้างนอกได้แต่กลับแพ้ข้างใน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น